UFABETWINS อริภาษาอะไร : ทำไม มิลาน-อินเตอร์ จึงเป็นทีมคู่ปรับที่นักเตะย้ายข้ามฟากเป็นว่าเล่น ?

UFABETWINS ฮาคาน ชัลฮาโนกลู, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, อันเดรีย ปีร์โล่, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, โรนัลโด้ R9

อริภาษาอะไร : ทำไม มิลาน-อินเตอร์ จึงเป็นทีมคู่ปรับที่นักเตะย้ายข้ามฟากเป็นว่าเล่น ?

ฮาคาน ชัลฮาโนกลู, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, อันเดรีย ปีร์โล่, คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, โรนัลโด้ R9 … และอื่น ๆ คือกลุ่มนักเตะที่เคยลงเล่นให้กับ 2 สโมสรอริร่วมเมืองมิลาน ย่าง เอซี  มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน

ทั้งสองสโมสรมีเกมดาร์บี้ที่มีชื่อว่า Derby della Madonnina เคยมีเหตุการณ์มากมายเกินขึ้นในการแข่งขันจนดูเหมือนว่าพวกเขาเกลียดกันเข้าไส้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สวนทางคือมีนักเตะถึง 27 คนที่ย้ายข้ามฝั่งโดยตรง ทั้งที่แฟนบอลดูจะเดือดกันขนาดนั้น ทำไมมันจึงเกิดขึ้นได้ง่ายดายและบ่อยครั้งนัก

จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด 

ก่อนจะเริ่มความ ก็ต้องมองไปถึงจุดกำเนิดของสโมสรในเมืองมิลาน ที่เป็นคู่รักคู่แค้นกันมาเกิน 100 ปี … เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อปี 1899 เมื่อชาวอังกฤษที่ชื่อว่า เฮอร์เบิร์ต คิลปิน ที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองมิลานจนมีฐานะร่ำรวย ได้ก่อตั้งทีมคริกเก็ตและทีมฟุตบอลประจำเมืองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า “มิลาน ฟุตบอล แอนด์ คริกเกต คลับ” (Milan Foot-Ball and Cricket Club)


Photo : commons.wikimedia.org

มิลาน ฟุตบอล แอนด์ คริกเกต หรือ เอซี มิลาน ในเวลาต่อมา จึงกลายเป็นสโมสรแรกแห่งเมืองมิลาน และสโมสรที่ 4 แห่ง อิตาเลียน ฟุตบอล แชมเปี้ยนชิพ พวกเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้าแชมป์ได้ทันทีในปี 1901 และอีก 2 สมัยในปี 1906 และ 1907 กับแนวทางการสร้างทีมด้วยแนวคิดที่ว่า “ทีมเพื่อประชาชน ทีมสำหรับชนชั้นแรงงาน และมีความชาตินิยมในหมู่นักเตะและแฟนบอล”

 

ในตอนแรกผู้คนที่นั่นก็เชียร์ทีมนี้ เพราะมันมีตัวเลือกเดียว แต่นานวันเข้าการเปลี่ยนแปลงภายในก็เริ่มเกิดขึ้น เพราะภายใต้อุดมการณ์ที่สวยหรู แต่กลุ่มนักเตะและคนในสโมสรบางส่วนก็ไม่ได้ชอบใจนัก เนื่องจากในความเป็นจริงนั้นมีการเล่นพรรคเล่นพวกในกลุ่มผู้บริหารชาวอังกฤษ นอกจากนี้ กลุ่มผู้ก่อตั้งยังพยายามผลักดันสโมสรคริกเกตที่เกิดขึ้นมาพร้อมกันอีกด้วย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความเป็นหัวโบราณของ มิลาน ฟุตบอล คลับ ด้วยความเป็นชาตินิยม ทำให้พวกเขากีดกันไม่ให้นักเตะต่างชาติลงสนาม ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นคลื่นใต้น้ำจนถึงวันแตกหัก

9 ปีหลังจากที่เมือง มิลาน มีสโมสรเดียว กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการทำทีม ซึ่งเป็นกลุ่มหัวก้าวหน้า มีการศึกษา และเป็นนักธุรกิจที่มีฐานะร่ำรวย จึงได้ออกมาก่อตั้งสโมสรเองในปี 1908 และใช้ชื่อว่า ฟุตบอลคลับ อินเตอร์นาซิอองนาล (Football Club Internazionale) โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง จอร์โจ มักกีอานี ศิลปินผู้เป็นชาวเมืองมิลานเป็นหัวเรือใหญ่

โดยคำว่า Internazionale ก็คือคำว่า International ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่านานาชาติ ซึ่งมีความหมายว่าสโมสรแห่งนี้พร้อมจะเปิดรับผู้เล่นต่างชาติ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้เล่นชาวอิตาลี ซึ่งต่างจาก เอซี มิลาน อย่างชัดเจน


Photo : arieeoke.blogspot.com

 

จาก 1 กลายเป็น 2 และความรู้สึกเเตกแยกกันก็เกิดขึ้น พวกเขาต่างมีความเชื่อในแบบของตัวเอง ฝั่ง เอซี มิลาน มีชนชั้นแรงงานในเมืองสนับสนุน และยังคงรักมั่นกับสโมสรนี้เป็นกองเชียร์อยู่ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มขุนนางที่ต้องการความนิยมจากกลุ่มชนชั้นรากหญ้า

ขณะที่ฝั่ง อินเตอร์ มิลาน ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มหัวก้าวหน้า ก็มีกลุ่มปัญญาชนผู้มีรายได้สูงเป็นแฟนบอล แถมพวกเขายังประสบความสำเร็จมากกว่า โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ด้วยการคว้าแชมป์ลีกหรือเซเรียอาถึง 5 สมัย (1909–10, 1919–20, 1929–30, 1937–38, 1939–40)

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้เกิดการแบ่งแยกด้วยฐานะระหว่างแฟนบอลทั้ง 2 ทีม จนเกิดวลีที่ว่า “แฟน อินเตอร์ ขับมอเตอร์ไซค์ แฟน มิลาน นั้นไซร้นั่งรถราง” ในช่วงทศวรรษที่ 1950s ซึ่งนั่นหมายความว่า กลุ่มแฟน อินเตอร์ นั้นรวยกว่า สามารถมีเงินไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นของแพงในยุคนั้นขี่ไปเชียร์ทีมในแต่ละนัด ขณะที่แฟนมิลานต้องมาต่อคิวกันเพื่อขึ้นรถราง ที่เป็นขนส่งสาธารณะที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าเยอะ เพื่อเดินทางไปยังสนามในแต่ละเกม

นี่คือภาพสะท้อนถึงความแตกต่างของ 2 สโมสรเมื่อในอดีต พวกเขาแตกต่างกันในแง่ของแนวคิด การเมือง และประเพณี มีความแตกต่างเกิดขึ้นจากการแยกตัวออกมา

อย่างไรก็ตาม ทั้งที่เป็นอย่างนั้นพวกเขาควรจะโกรธแค้น ไม่ชอบหน้า และไม่ควรจะส่งนักเตะของตัวเองไปให้อีกฝั่งเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่หรือ ?

เวลาผ่านไปและความบาดหมางที่ไม่มากพอ

ความบาดหมางของ เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน ส่วนใหญ่แล้วหนักไปทางแนวคิดและฐานะ ทว่า หากเทียบกับ ดาร์บี้ ที่อื่นที่มีการเมืองและศาสนามาเกี่ยวข้อง กรณีความขัดแย้งของ มิลาน และ อินเตอร์ ก็ดูซอฟต์ลงมาทันที

นอกจากนี้ ยิ่งมีเหตุผลเรื่องของเวลามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ความบาดหมางระดับเอากันให้ถึงตายจึงเกิดขึ้นไม่บ่อยนักหลังผ่านพ้นยุค 1960s เป็นต้นมา


Photo : www.brandmilano.org

มิลาน ที่เคยเป็นสโมสรลัทธิชาตินิยมก็เปิดใจรับการใช้นักเตะต่างชาติ และได้เห็นความเปลี่ยนแปลง หลังปล่อยให้ทีมอื่น ๆ คว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ไปหลายปี ซึ่งการมีนักเตะต่างชาติก็ทำให้พวกเขาเริ่มกลับมาทวงบัลลังก์ คว้าแชมป์เซเรียอาอีกหลายครั้ง ในช่วงทศวรรษที่ 1950-1980

 

แถมโชคชะตาของพวกเขายังเปลี่ยนไปเมื่อ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นักการเมืองที่ภายหลังได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอิตาลี เข้ามาเทคโอเวอร์ทีมในปี 1986  ที่ทำให้ทีมก้าวหน้าขึ้นในแง่ของแนวคิด และไม่กลัวที่จะลงทุนคว้านักเตะต่างชาติระดับโลกอย่าง แฟรงค์ ไรการ์ด, รุด กุลลิต และ มาร์โก ฟาน บาสเท่น เข้ามาสู่ทีม

ขณะที่ อินเตอร์ ก็เติบโตไปในทิศทางของพวกเขา เมื่อมี มัสซิโม โมรัตติ เศรษฐีน้ำมันเข้ามาซื้อทีม และทำให้ทั้งสองสโมสรมีอะไรคล้าย ๆ กัน พวกเขาอยู่ได้ด้วยเงินของเศรษฐีและผู้มีอิทธิพล

ดังนั้นดราม่าเรื่องฐานะของคนท้องถิ่นและชนชั้นสูงจึงกลายเป็นเรื่องของอดีต อาจจะมีแฟนบอลยุคเก่า ๆ ที่ยังอินกับความเป็น มิลาน ดาร์บี้ อยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็ไม่คิดถึงเรื่องโบราณคร่ำครึอะไรแบบนั้นแล้ว ว่าง่าย ๆ ก็คืออุดมการณ์ของทั้ง 2 ฝั่งเปลี่ยนมาเป็นแบบเดียวกัน นั่นคือการสร้างสโมสรให้ประสบความสำเร็จที่สุด

อีกทั้ง ในปี 1983 ตัวแทนแฟนบอลทั้งสองฝ่ายยังได้ลงนาม “สนธิสัญญายกเลิกการรุกราน” นั่นหมายความว่า จะไม่มีการโจมตีหรือเหตุรุนแรงนอกสนาม จากกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงเหมือนกับที่เกิดขึ้นในอดีตอีกเเล้ว

เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ทั้งยังทำลายมิตรภาพและความสำคัญในครอบครัวอีกด้วย ตัวแทนของทั้งคู่จึงจับมือกันลงสู่สนาม ซาน ซิโร่ พร้อมกับแลกธงเชียร์เพื่อยืนยันถึงมิตรภาพที่ดีต่อกัน และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา

“ประวัติศาสตร์ระหว่าง เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน เป็นอะไรที่ค่อนข้างประหลาด สองทีมใหญ่ประจำเมืองมีฐานแฟนคลับจำนวนมาก แต่แทบไม่มีปัญหาอะไรกันเลย นอกจากในยุค 70s ที่กลุ่มอัลตร้าของทั้ง 2 ทีมห้ำหั่นกันนอกสนาม ซึ่งช่วงเวลานั้นอาจเป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองในอิตาลีค่อนข้างจะร้อนระอุด้วย” บาร์บาร่า บัลลาร์ดินี่ ผู้ศึกษาด้านงานเขียนและวิทยานิพนธ์ ที่เป็นแฟนบอลของ เอซี มิลาน กล่าวในมุมของเธอ

“แต่เนื้อแท้เเล้วพวกเขาแข่งกันแค่ฟุตบอล ไม่ได้แข่งกันด้วยศาสนาหรือการเมือง มันจึงเป็นความสัมพันธ์ของคู่ปรับที่ค่อนข้างประหลาดตามที่ได้กล่าวไว้” 

 

คลิกเลย >>> https://www.ufabetwins.com/
อ่านเพิ่มเติม >>> บ้านผลบอล