พรีเมียร์ลีกเคยมีอยู่ประมาณ 3 ครั้งด้วยกันที่ทีมนำจ่าฝูงทิ้งห่างผู้ไล่ล่าในระดับ 10 แต้ม หรือมากกว่าแล้วดันทำโทรฟี่แชมป์หลุดมือในบั้นปลาย

นิวคาสเซิ่ล ในฤดูกาล 1995-96

แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1997-98

และอาร์เซน่อล ในฤดูกาล 2002-03

แต่ขอเรียนตามตรงว่า ลิเวอร์พูล และฤดูกาลนี้มีความเหี้ยมเกรียม โรคจิต สมบูรณ์แบบ และตายยากเกินกว่าที่จะอนุญาตให้เกิดเหตุการณ์นรกแตกแบบนั้นอีก

มาตรฐานที่พวกเขาแสดงออกมาให้เห็นนับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงในช่วง 12 เกมแรกของฤดูกาลปัจจุบัน มันสูงเกินไปกว่าที่จะไปหวังลมๆ แล้งๆ ว่าพวกเขาจะสะดุดตีนตัวเองลื่นหกล้มพลางพลาดท่าทำแต้มหล่นหายแบบง่ายๆ เป็นจำนวนหลายๆ นัดติดต่อกัน

ผมยังมองไม่เห็นหนทางที่มันจะเป็นเช่นนั้นเลย

กรีดตูดสาบาน !!!

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เลือกที่จะโยนความเกรงกลัวทิ้งไป โดยวางแผนให้ลูกทีมชิงจังหวะเปิดเกมรุกเข้าใส่ทันที ด้วยหวังที่จะบุกมาเหยียบจมูก ลิเวอร์พูล ให้ได้ถึงถิ่น

ถามว่าทำไม?

คำตอบคือสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

ย้อนกลับไปในเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ ที่ แอนฟิลด์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ณ จุดนั้นแต้มทั้งคู่เท่ากันพอดีเลยนะครับ โดยที่ทีมเรือใบเหนือกว่าแค่ผลต่างประตูได้-เสีย

ซีซั่นที่แล้วทั้งคู่เจอกันในเกมที่ 8 ของฤดูกาล โดย แมนฯ ซิตี้ ชนะ 6 เสมอ 1 ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็ชนะ 6 เสมอ 1 เช่นกัน

เมื่อต้องออกมาเยือน แอนฟิลด์ กุนซือของทีมเรือใบสีฟ้าจึงเลือกที่จะเล่นแบบเพลย์เซฟ เพราะการควักผลเสมอกลับออกมาจากบ้านของหงส์แดงใช่เรื่องเสียหาย แถมบทเรียนที่ได้รับจากฤดูกาลก่อนหน้าว่าการเปิดเกมรุก หรือเล่นตามสไตล์ถนัดของตัวเอง มันจะไปเข้าทางวิธีการเล่นแบบ “เฮฟวี่ เมทั่ล” ของ ลิเวอร์พูล เสียเปล่าๆ

ผลเสมอ (แบบเกือบชนะ) จึงถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง

แต่ฤดูกาลนี้ หลังจากผ่านไป 11 นัด แมนฯ ซิตี้ ถูกคู่เล่นอันตรายอย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างถึง 6 แต้ม

หากยังคงเล่นด้วยความรัดกุมและระมัดระวังอย่างจงหนักเหมือนเดิมพลางพอใจในผลเสมอที่ได้รับ ระยะห่างหลังจบเกมนี้ก็จะเท่าเดิมคือ 6 แต้ม แม้จะยังเหลืออีก 27 เกม แต่สามารถตีความได้ 2 อย่าง

1. ต้องภาวนาให้ ลิเวอร์พูล ทำแต้มตกหล่นเยอะๆ

2. ตัวเองก็ต้องพุ่งเข้าชนชัยชนะให้ได้มากที่สุดแบบห้ามพลาด

มิเท่านั้นทั้ง 2 อย่างต้องสังวาสกันอย่างเมามันนั่นแหละ แมนฯ ซิตี้ ถึงจะป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกของตัวเองได้สำเร็จ

ดังฉะนั้นในเมื่อคุณมีโอกาสตัดแต้มด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จึงเลือกวิธีนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าเสี่ยงพอๆ กับการลงไปว่ายน้ำเล่นกับจระเข้ที่ฟาร์มจระเข้ สมุทรปราการก็ตาม

ปัญหาของ แมนฯ ซิตี้ คือความไม่ค่อยสมบูรณ์ของตัวผู้เล่น

กองหลังไม่มีเซ็นเตอร์แบ็คคนสำคัญอย่าง เอเมอริค ลาปอร์กต์ ที่เจ็บ และ แว็งซองต์ กองปานี ที่ลากลับบ้านไปแล้ว ส่วนไอ้ที่มีอยู่ก็ไว้ใจไม่ค่อยจะได้จนต้องขยับมิดฟิลด์ตัวรับอย่าง แฟร์นานดินโญ่ ลงมาสวมบทเซ็นเตอร์แบ็คจำเป็น

แดนกลางก็ขาดผู้เล่นที่มีความจัดเจนสูงอย่าง ดาบิด ซิลบา

อีกทั้งยังต้องมาปราศจากนายทวารมือหนึ่งอย่าง เอแดร์ซ่อน ที่ดันบาดเจ็บก่อนเกมเพียงไม่กี่วัน

ขณะที่ ลิเวอร์พูล มีความพร้อมมากกว่า โดยขาดแค่ โฌแอล มาติป เพียงคนเดียว

นอกจากนี้สถิติการเซิ้งแข้งกันที่ แอนฟิลด์ ก็บอกว่านี่มันงูเหลือมกับเชือกกล้วยชัดๆ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าถิ่นมักได้รับผลการแข่งขันที่ดีกว่าเสมอ

ทว่าเพียงขั้นตอนเดียวที่จะช่วยลดช่องว่างได้อย่างรวดเร็วและรวบรัดที่สุดคือ แมนฯ ซิตี้ ต้องบุกชนะเท่านั้น พวกเขาจึงจำเป็นต้องเสี่ยงเปิดเกมรุกบุกกระหน่ำเข้าใส่เจ้าถิ่นแทบจะทันทีที่เริ่มเกม

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางทีมันอาจรวดเร็วเกินไปหน่อย

เมื่อ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทำแฮนด์บอลในเขตโทษ

ผู้ตัดสิน ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป โดยมองว่าไม่เจตนา

VAR ก็เช่นกันที่ไม่ยอมเรียกจังหวะนี้กลับมา “รีเช็ค” อีกครั้ง

คล้ายๆ กับเหตุกังขาที่เกิดขึ้นในศึกแดงเดือดนั่นแหละครับ ผู้ตัดสินมองว่า วิคตอร์ ลินเดเลิฟ ไม่ได้ทำฟาวล์ ดิว็อค โอริกี้ จึงปล่อยให้เกมดำเนินต่อไปจนเกิดการทำประตูขึ้นในจังหวะต่อเนื่อง

แตกต่างกันตรงที่เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูแล้วจึงมีการหยุดเกม เพื่อเรียกดู VAR

ก่อนที่ VAR จะยืนยันว่าจังหวะนั้นไม่ใช่การฟาวล์ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมค้านสายตาของเด็กหงส์ทุกหมู่เหล่า

การทำแฮนด์บอลของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ มันก็คงค้านสายตาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และแฟนบอลของ แมนฯ ซิตี้ รวมถึงชมรมคนเกลียดหงส์แดงเช่นกัน

พรีเมียร์ลีกแถลงถึงสาเหตุที่บอกว่าทำไมท่านตุลาการสนามถึงไม่เป่าให้ แมนฯ ซิตี้ ได้จุดโทษในจังหวะนั้นว่าเป็นเพราะเจ้าหนูสิงห์นักเตะของหงส์แดงไม่ได้เจตนาทำแฮนด์บอล ส่วนแขนที่กางออกมาก็ไม่ได้ผิดธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้ร่างกายใหญ่ขึ้น จึงไม่เข้าข่ายที่จะเป็นจุดโทษ

อนึ่ง แต่ผมดูยังไงก็กางออกมาแบบผิดธรรมชาติว่ะ

เพียงแต่สิ่งที่มันสำคัญยิ่งกว่า คือก่อนที่บอลจะพุ่งไปโดนมือของ เทรนต์ เอ-เอ มันเหมือนจะแฉลบออกมาจากแขนของ แบร์นาโด้ ซิลวา หรือพูดง่ายๆ ว่าเกิดการแฉลบของลูกฟุตบอลโดยมีผู้เล่นของ แมนฯ ซิตี้ ทำแฮนด์บอลก่อนนั่นแหละ

VAR ก็ไม่ได้เรียกกลับมาเพื่อพิจารณาใหม่ซะด้วย ซึ่งความจริง ถ้าเรียกมาดูหน่อยพอเป็นพิธีก็คงไม่เสียหายหรือเสียเวลาอะไรมากมาย มิหนำมันจะเคลียร์กว่าด้วยซ้ำ แล้วค่อยยืนยันคำตัดสินเดิมว่าเป็นประตูนำของ ลิเวอร์พูล ซะก็หมดเรื่อง

ผมว่า ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ไม่ได้เจตนาเข้าข้าง ลิเวอร์พูล หรอกครับ คุณพี่เขาอาจมองไม่ทันว่า แบร์นาโด้ ซิลบา ทำแฮนด์บอลก่อน หรืออาจเห็นอยู่แล้วว่าแฮนด์บอลก่อน เพียงแต่มันเป็นจังหวะต่อเนื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เมื่อตัดสินใจได้ว่าไม่ผิดกติกาจึงปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป โดยไม่เข้าไปขัดจังหวะ

ปัญหาคือ ฟาบินโญ่ ดันมาตะบันลูกหงส์จับยัดเข้าไปตุงตาข่ายในจังหวะต่อเนื่องนั่นแหละ

ต่อเมื่อ ลิเวอร์พูล ชิงจังหวะขึ้นนำก่อนในวงเล็บว่า (อย่างรวดเร็ว) แถวบ้านเรียก “เข้าทาง” นะครับ

เพราะวิธีการเล่นของทีมสีฟ้าแห่งแมนเชสเตอร์ยิ่งจะไปเข้าทางคู่แข่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่บอกว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงนำห่างเป็น 2-0 อย่างรวดเร็ว

นำ 2-0 แล้วก็ยิ่งเล่นง่ายกว่าเดิมอีก ด้วยการตั้งเกมรับให้เหนียวแน่นแล้วหาจังหวะสวนไปเรื่อยๆ ซึ่งรูปเกมของ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้เป็นรองอะไรมากซะด้วย พวกเขาไม่ถูกผู้มาเยือนบุกกดดันจนโงหัวไม่ขึ้น แถมยังครองบอลทำเกมรุกบุกตอบโต้ได้เป็นระยะอีกต่างหาก

นี่ขนาดเล่นเกมรับได้ดี ไม่มีความผิดพลาดแล้วนะครับ แมนฯ ซิตี้ ก็ยังอุตส่าห์หาจังหวะเข้าทำประตูได้มากกว่า 10 ครั้ง เพียงแต่ดันใช้จังหวะเปลืองจนทิ้งโอกาสไปมากมาย

เมื่อถูกนำห่าง 3-0 ทุกอย่างก็จบ

ลิเวอร์พูล ทำอะไรก็ดีไปหมด ผิดกับ แมนฯ ซิตี้ ที่ทำอะไรไม่ถนัดมีแต่ติดๆ ขัดๆ แม้แต่โชคก็ไม่ยอมเข้าข้าง

ในมุมมองของท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผม ลิเวอร์พูล สมควรเป็นผู้ชนะมากกว่าอยู่แล้ว

ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีความเฉียบคมและเด็ดขาดมากกว่า อุดมด้วยประสิทธิ์ภาพมากกว่าทั้งในเกมรุกและเกมรับ

คุณภาพของเกมก็สูง อัตราความเมามันระดับ 80 ตีนถีบ

อย่างไรก็ตาม

มันก็อดเสียดายไม่ได้เช่นกันที่ดันเกิดเหตุกาณ์ไม่คาดฝันอันกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญขึ้นเสียก่อน

มิเช่นนั้นเราน่าจะได้เห็นการห้ำหั่นกันด้วยเหลี่ยมเล่ห์และกลยุทธ์อย่างถึงกึ๋นมากกว่านี้

แหม่…มันน่าเสียดายอยู่เรื่องเดียวจริงๆ

การยัดเยียดความปราชัยให้ แมนฯ ซิตี้ โดยทำให้พวกเขาอย่างสิ้นสภาพแบบนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล ชุดนี้พัฒนาศักยภาพพลางยกระดับตัวเองขึ้นเป็นโคตรทีมที่ไร้เทียมทานไปแล้วนะครับ

เกมรับเหนียวแน่นและแข็งแกร่ง แม้จะเสียประตูเกือบทุกนัด แต่เกมรุกที่ดุดันและเปี่ยมประสิทธิ์ภาพก็ช่วยให้พวกเขาเอาชนะคู่แข่งได้ตลอด

มิซ้ำยังตายยากยิ่งกว่า “เจสัน” ทั้ง 10 ภาค

เรื่องแชมป์พรีเมียร์ลีก…ไม่ต้องพูดถึงแล้วนะครับ มาถึงขั้นนร้แล้ว ไม่ต้องถ่อมตัว ไม่ต้องกลัว และไม่ต้องหลอนอะไรแล้วล่ะ

บอกว่าไม่พลาดก็ไม่พลาดซี่ย์ย์ย์

เพราะด้วยความสม่ำเสมอและคงเส้นคงวาที่ “เครื่องจักรสีแดงผู้อหังการ” แสดงออกมาให้เห็น รวมถึงสถานการณ์ที่ได้เปรียบซะขนาดนี้ ผมมองหาเหตุผลที่บอกว่าพวกพี่ๆ เขาจะพลาดไม่เจอจริงๆ

สำหรับแฟนบอลโดยทั่วไปที่ไม่จัดอยู่ในประเภทเด็กหงส์ กรุณาทำใจ และเลิกกลัวได้แล้วครับว่า ลิเวอร์พูล จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

เพราะตอนนี้สิ่งที่พวกคุณควรจะกลัวมากกว่า และภาวนาว่าอย่าให้มันเกิดขึ้นเลย

คลิกเลย >>> UFABETWINS

อ่านข่าวอื่นๆที่ >>> https://www.thaihouserestaurant.com